บทที่1 บทนำ สัตว์ใน Phylum Arthropoda




Дата канвертавання25.04.2016
Памер100.41 Kb.


บทที่1 บทนำ

สัตว์ใน Phylum Arthropoda
ในปัจจุบันจักรวรรดิของสัตว์ (Animal Kingdom) สามารถจำแนกออกเป็นไฟลัม (Phylum)ต่าง ๆได้ถึง 13 กลุ่ม(ภาควิชากีฏวิทยา.2542.)นักวิทยาศาสตร์ได้จัดแมลงอยู่ใน Phylum Arthropoda ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือ ลำตัวเป็นข้อปล้อง อาจถูกแบ่งออกเป็น 2 หรือ 3 ส่วน เห็นได้อย่างชัดเจน ลำตัวซีกซ้ายขวาเหมือนและเท่ากัน (bilateral symmetry) มีเปลือกหุ้มตัวด้วยสารไคติน(chitinous exoskeleton)เมื่อมีการเจริญเติบโตขึ้นจะมีการลอกคราบเป็นครั้งคราวแล้วสร้างผนังเป็นเปลือกสร้างลำตัวใหม่ เมื่อมีรยางค์เป็นคู่และมีข้อปล้อง ส่วนใหญ่มักจะแบ่งเป็นเพศผู้และเพศเมีย อวัยวะภายในมีทางเดินอาหารเป็นท่อยาวตลอดจากปากไปถึงทวารหนัก ระบบเลือดเป็นแบบเปิดมีท่อเลือดอยู่ทางด้านสันหลังเหนือระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาทประกอบด้วยสมอง(brain)อยู่เหนือท่ออาหาร มีเส้นประสาทหนึ่งคู่ใหญ่ต่อจากสมอง ซึ่งมีการรวมตัวเป็นระยะๆเกิดเป็นปมประสาท เส้นประสาทนี้วางทอดนอนอยู่ด้านล่างของลำตัวใต้ท่ออาหาร กล้ามเนื้อตามลำดับเป็นกล้ามเนื้อเรียบ(striated muscle) (ยกเว้นในOnychophora) ระบบขับถ่ายมักจะหมายถึงท่อขับถ่ายของเสีย(malpighian tubules)ซึ่งติดกับท่ออาหาร ทำหน้าที่ดูดซึมของเสียจากภายในลำตัวเข้ามาแล้วปล่อยออกไปทางทวารหนัก ระบบหายใจเป็นแบบใช้เหงือก (gills) ใช้ท่ออากาศ (trachea) หรือใช้รูหายใจ(spiracles)ไม่มีขนcilia และnephridia(ยกเว้นในOnychophora)สัตว์ใน Phylum นี้มีวิวัฒนาการใกล้ชิดกับสัตว์ใน Phylum Annelids ไม่มีรยางค์เป็นข้อปล้อง และระบบภายในก็ต่างจากระบบของ Arthropodaมาก

การจัดลำดับสัตว์ในไฟลัมนี้ มีแนวความคิดแตกต่างกันมากมาย Manton(1977)ได้จัดแยกตามความเหมาะสมเป็น 4 กลุ่มใหญ่ (Subphylum)ดังนี้

1. Subphylum Trilobita-trilobites(พบแต่ใน fossil)

2. Subphylum Chelicrata

2.1 Class Merostomata-แมงดาทะเล และ eurypterid (ชนิดหลังพบแต่ใน fossil )

2.2 Class Arachnida-แมงป่อง แมงป่องแส้ แมงป่องเทียม แมงมุม เห็บ ไรและอื่นๆ

2.3 Class Pycnogonida – แมงดา

3. Subphylum Crustacea

3.1 Class Branchiopoda – ไรน้ำ, ไรน้ำเค็ม ( water flea, fairyshrimps )

3.2 Class Copepoda – เหาปลา ( fish lice, copepods )

3.3 Class Ostracoda – ostracods

3.4 Class Cirrepedia – เพรียง ( barnascles )

3.5 Class Melacostraca – sowbugs, pillbugs กุ้ง กั้ง ปู

4. Subphylum Uniramia

4.1 Class Onychophora – onychophorans ( Peripatus sp.)

4.2 Class Diplopoda – กิ้งกือ ลูกกระสุนพระราม ( millipedes )

4.3 Class Chilopoda – ตะขาบ ( centipedes )

4.4 Class Pauropoda – pauropods

4.5 Class Symphyla – ตะขาบฝอย ( symphylans )

4.6 Class Hexapoda – แมลงสาบและสัตว์บางชนิดที่มี 6 ขา


การจัดหมู่เหล่าของสัตว์ใน Phylum Arthopoda ยึดถือลักษณะทั่วๆไปขอลงรยางค์แบ่งส่วนของลำตัว เช่นในพวก trilobites และ unieamia มีหนวเด 1 คู่ ( ส่วนใหญ่ใน crustaceans พบ 2 คู่ ) ส่วนใน Chelicerates ไม่มีหนวด สำหรับรยางค์ที่ใช่เป็นก้ามจับพบในพวก tribolites chelicerates และ crustaceans แต่ในพวก uniramaia ใช้ส่วนปลาย ของกราในการกัดจับสัตว์ใน Phylum Arthropoda จะมีระยางค์แตกต่างกันมาก แต่โดยทั่วไปมี 7 ปล้อง

1. Subphylum Trilobita

สัตว์พวก trilobites เป็นสัตว์น้ำเค็มมีชีวิตอยู่ในช่วง 500-600 ลานปีมาแล้ว ลำตัวเรียวยาวแบน ลำตัวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน มีหนวด 1 คู่ มีระยางค์คล้ายกับขาคู่แรก ทำหน้าที่เป็นก้าม ( jaws) ใช้หนีบจับ ที่ฐานของปล้องขาที่ 1 และ 2 มีแขนงทำหน้าที่เป็นเหงือก ช่วงแรกของลำตัวหุ้มด้วยกระดองแข็ง ( carapace )


2. . Subphylum Chelicrata

เป็น arthropod ที่ไม่มีหนวด ปกติมีระยางค์ 6 คู่แรก ทำหน้าที่เป็น Chelicerae ที่เหลืองอีก 5 คู่ ใช้ในการ เคลื่อนที่เหมือนขา ในพวก arachnids มีรยางค์คู่ที่ 2 เป็น pedipalps ทำฟชหร้าที่เป็นก้าม ( jaws ) ลำตัวของ chelicerates แบ่งได้ชัดเจนเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเรียก prosoma หรือ cephalothorax คือส่วนหัวและอกรวมกัน ส่วนหลังเรียก opisthosoma หรือส่วนท้อง ( abdomen ) ส่วนของ prosoma เป็นที่ตั้งของ chelicerae และรยางค์ซึ่งทำหน้าที่คล้ายขาแต่มีปล้องเพิ่มมากขึ้นพิเศษแทรกระหว่าง femur และ tibia เรียก patella ขาไม่มีแขนงแตกแยกออกไป มีอวัยวะใช้ในการหายใจโดยพวกที่อาศัยในน้ำ เช่น แมงดาทะเล จะใช้เหงือกคือ book gill ส่วนพวกที่อาศัยบนบก เช่น แมงมุมจะมี book lung สำหรับอวัยวะเพศมีลักษณะเป็นท่อเปิดอกภายนอกอยู่ที่ด้านหน้าสุดของ opisthosoma

สัตว์ใน Phylum นี้มี 3 classes ซึ่งรวมพวกแมงดาทะเล eurypterids ( คล้ายกับแมงดาทะเล เคยมีชีวิตเมื่อช่วง 350-600 ล้านปีมาแล้ว ) แมงป่อง แมงป่องแส้ แมงป่องเทียม แมงมุม เห็บ ไร และแมงมุมทะเล
3. Subphylum Crustacea

สัตว์ในกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันมากในการแบ่งส่วนของลำตัวและจำนวนของระยางค์ โดยทั่วไปมีหนวด 2 คู่ อาจมีก้าม ( chelipeds ) ลำตัวแบ่งเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน คือส่วนแรกเป็นหัวและอกรวมกันเรียก cephalothorax ซึ่งหลายชนิดมีแผ่นแข็งหุ้มด้านบนเรียก carapace ส่วนท้ายคือส่วนท้อง ( abdomen ) มีรยางค์ที่ใช้ในการเคลื่อนที่และว่ายน้ำ บางชนิดอาจมีถึง 32 คู่ แต่โดยมากส่วนท้องมักไม่มีรยางค์เป็นคู่ยกเว้นใน Class Melacostraca ซึ่งเป็นพวก sowbugs กุ้ง กั้ง และปูต่างๆ

พวก crustaceans ชนิดที่มีขนาดเล็ก โดยเฉพาะพวกที่อยู่ใน Class Brachiopoda, Copepoda และ Ostracoda มีจำนวนมากมาย พบได้ทั้งในน้ำเค็มและน้ำจืด ความสำคัญของพวกนี้คือเป็นแหล่งอาหารให้แก่สัตว์ใหญ่กว่า เช่น ปลาและสัตว์ ซึ่งเกี่ยวข้องในลูกโซ่อาหาร ( food chain ) มี 2-3 ชนิดที่เป็นตัวเบียนอาศัยอยู่ที่เหงือกของปลาและสัตว์น้ำ พวกเพรียงมักก่อความรำคาญเมื่อไปเกาะติดใต้ท้องเรือ หรือผิวหน้าวัตถุอื่น ๆ พวก crustaceans ขนาดเล็กหลายชนิดสามารถนำมาเลี้ยงใน aquarium และอีกหลายชนิดใช้เพาะเลี้ยงขยายพันธุ์เพื่อเป็นอาหารแก่ปลาและสัตว์น้ำ พวกกุ้ง กั้ง ปู อยู่ใน Order Decapoda ก็ถือว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจใช้เป็นอาหารสำคัญของคนและมีการผลิตเพาะเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรม
4. Subphylum Uniramia

สัตว์ในกลุ่มนี้มีหนวด 1 คู่ มีรยางค์คือขาเป็นแบบ uniramous ( uni = one, ramaia = branch ) มีกรามหรือเขี้ยวเป็นชิ้นเดียว ( ส่วนที่ใช้ทำงานของกรามอยู่ตอนปลายไม่ใช่ที่ฐาน เช่นใน chelicerates และ crustaceans ) ใน subphylum นี้แบ่งออกเป็น 6 classes คือ


4.1 Class Onychophora

พวก Onychophora แตกต่างจาก arthropods อื่นๆหลายอย่าง ทำให้มีการแยกเอาไปไว้อีก phylum หนึ่ง และแต่เดิมก็ยังเคยถูกจัดให้เป็นสัตว์อยู่ระหว่าง annelids และ arthropods ลักษณะที่เหมือนarthropods คือหนวดและลำตัวแบ่งตัวเป็นข้อปล้องชัดเจน แต่ส่วนขาเห็นข้อปล้องไม่ชัดเจน คือมีตอนปลายเป็นที่ตั้งของเล็บ (claws) ลำตัวเป็น chitinous exoskeleton มีการลอกคราบเป็นครั้งคราวและมีการสร้างผนังลำตัวขึ้นได้ใหม่มีระบบหายใจแบบท่ออากาศ (tracheal system) มีระบบเลือดแบบเปิด (opened circulatory system) ที่ถูกจัดให้ใกล้กับ annelids เพราะว่ามี nephridia ทำหน้ามี่เป็นอวัยวะขันถ่ายของเสีย และมีกล้ามเนื้อทีไม่ใช่แบบเรียบ ตัวอย่างได้แก่ peripatus sp.

onychophorans มีลำตัวยาวหลายเซนติเมตร และคล้ายกับหนอน มีหนวดเป็นข้อปล้องอ้วนสั้น 1 คู่ gonopore ตั้งอยู่ที่ส่วนท้ายของลำตัว

สัตว์พวกนี้พบในเขตร้อน ชอบอาศัยที่ชื้นและใต้เปลือกไม้ ก้อนหินและรอยแยกของหิน หรือสิ่งป้องกันตัวได้ เมื่อพบแมลงที่เป็นเหยื่อจะพ่นสารเป็นเมือกเหนียวคล้ายใยแมงมุมออกจาก oral papillae พุ่งได้ไกลหลายเซนติเมตร พ่นใส่เหยื่อแล้วจึ่งเข้ากัดกินในเวลาต่อมา


4.2 Class Diplopoda

กิ้งกือ (millipedes) มีลำตัวยาวคล้ายหนอนที่มีหลายขา ลำตัวแต่ละปล้องมักมีขา 2 คู่ เกือบทุกปล้อง ส่วนใหญ่จะมีขา 30 คู่ หรือมากกว่า ลำตัวค่อนข้างกลมหรืออาจแบนเล็กน้อย หนวดสั้นมีเพียง 7 ปล้อง ช่องเปิดสู่ภายนอกของระบบสืบพันธุ์อยู่ที่ตอนหน้าของลำตัวระหว่างขาคู่ที่ 2 และ 3 ในเพศผู้มักเกิดการดัดแปลงในปล้องลำตัวที่ 7 อาจเป็น 1 หรือ 2 คู่ เปลี่ยนไปเป็น gonopods ซึ่งทำหน้าเป็นอวัยวะจับในขณะผสมพันธุ์ มีตารวมซึ่งประกอบด้วยกลุ่มของ ocelli ลำตัวปล้องแรกที่ติดกันส่วนหัวมีแผ่นแข็งปิดด้านบนเรียกว่า collumพวก millipedes มักพบบริเวณที่ชื้น ใต้ใบไม้ ในหญ้ามอส ใต้หิน ไม้กระดาน หรือในดิน หลายชนิดสามารถขับสารที่ทำให้รู้สึกวิงเวียน (ill – smelling fluid) ผ่านออกทางเปิดด้านข้างของลำตัว ถ้ามีความเข้มข้นมากสามารถฆ่าแมลงได้ ในบางชนิดพบว่าสารที่ปล่อยออกมามีองค์ประกอบของ hydroged cyanide ปนอยู่ด้วย พวก millipedes ไม่กัดคน มีชีวิตส่วนใหญ่โดยหากินกับซากพืช (scavengers)มีเพียงไม่กี่ชนิดที่เข้าทำลายพืช ซึ่งอาจก่อให้เกดความเสียหายรุนแรงกับพืชในสาวน หรือโรงเรือนต้นไม้ได้ นอกจากนี้ยังมีอีก 2 – 3 ชนิดซึ่งเป็นตัวห้ำกินสัตว์เล็กๆชนิดอื่นเป็นอาหาร โดยทั่วไปวางไข่ในที่ชื้น ไข่มีสีขาวฟักออกเป็นตัวไดใน 2 – 3 อาทิตย์ ตัวอ่อนที่ฟักออกมาใหม่จะมีขาเพียง 3 คู่ ขาที่เหลือจะเกิดหลังจากการลอกคราบครั้งต่อไป ตัวอย่างสัตว์ในกลุ่มนี้ ได้แก่ กิ้งกือ กิ้งกือเหล็ก ลูกกระสุนพระราม


4.3 Classs Chilopoda

แก่พวกตะขาบ ( centipedes ) ซึ่งมีลำตัวยาว แบน คล้ายหนอน มีขา 15 คู่หรือมากกว่า ขา 2 คู่สุดท้าย ชี้หันไปข้างหน้า และมีรูปร่างต่างจากขาคู่อื่น ๆ หนวดมี 14 ปล้องหรือมากกว่า อาจจะมีตาหรือไม่มีก็ได้ ถ้ามีจะประกอบด้วย ocelli เป็นจำนวนมาก ปากมีกราม (mandibles ) 1 คู่ ฟัน

( maxilaxe) 2 คู่ ฟันคู่ที่2 อาจมีรูปร่างคล้ายขาหรืออาจมีลักษณะสั้น โดยมีปล้องฐานของฟันทั้งสองข้างเชื่อมติดกัน ระยางค์ที่อยู่บนลำตัวปล้องแรกคล้ายเล็บ ( claws ) ทำหน้าที่เป็นเขี้ยวพิษ ( poison jaws ) ทางเปิดของอวัยวะเพศตั้งอยู่ตอนหลังสุดของลำตัว ที่มักอยู่ถัดจากปล้องสุดท้ายเข้ามา

ตะขาบมักชอบหลบใต้ดินสิ่งที่ป้องกันตัวเองได้ เช่น ในดิน เปลือกไม้ ไม้ผุ มีความคล่องแคล่วว่องไวมาก วิ่งได้เร็ว เป็นตัวห้ำกินแมลง แมงมุม และสัตว์ขนาดเล็กเกือบทุกชนิดมักจะใช้เขี้ยวพิษ กัดเหยื่อให้เป็นอัมพาตก่อน เมื่อโดนตะขาบกัดจะมีอาการเจ็บปวดมาก


4.4 Class Pauropoda

Pauropods เป็นสัตว์ขนาดเล็กมาก มักมีสีขาวยาวประมาณ 1.0 – 1.5 มิลลิเมตร หนวดแยกออกเป็น 3 แฉก ขามี 9 คู่ ไม่จัดเป็นกลุ่มแบบ 2 คู่ อย่างในพวกกิ้งกือ หัวมีขนาดเล็กบางชนิดถูกคลุมด้วยแผ่นแข็ง (tergal plate ) ของลำตัวปล้องแรก ท่ออวัยวะเพศเปิดออกใกล้ตอนหน้าของลำตัว มักพบสัตว์ชนิดนี้ตามใต้ก้อนหิน หรือแหล่งที่ใบไม้ทับถมกัน


4.5 Class Symphyla

พวกตะขาบฝอย ( symphylans ) มีลำตัวสีขาวยาวประมาณ 1- 8 มิลลิเมตร ลำตัวมี 15 -22 ปล้อง ( ส่วนใหญ่พบมี 15 ปล้อง ) มีขา 10-12 คู่ หนวดยาวมีไหลายปล้อง ส่วนหัวเจริญดีเห็นได้ชัดเจน ช่องเปิดของอวัยวะเพศอยู่ตอนหน้าสุดของลำตัว ตามดินที่มีอินทรียวัตถุมาก ใต้ก้อนหิน ใบไม้ผุเปื่อยหรือในที่ชื้นแฉะ พวก garden symphylans ( Scutigerella immaculatea ) กินรากพืชหลายชนิด เป็นศัตรูกับพืชผัก โดยเฉพาะต้นอ่อนที่เพิ่งงอกออกเมล็ด กินพืชใบกว้างในโรงเรียนต้นไม้


4.6 Class Hexepoda

ได้แก่สัตว์ที่มี 6ขา ซึ่งส่วนใหญ่คือแมลง มีส่วนของลำตัวแบ่งออกเป็น 3 ส่วนชัดเจน คือ หัว

( head ) อก ( thorax ) และส่วนท้อง ( abdomen )

ส่วนหัวมีขนาดหนวด (anrtennae) 1 คู่ (มีน้อยชนิดที่ไม่พบหนวด) มีริมฝีปากบน (labrum)



1 ชิ้น มีกราม (mandibles ) 1 ฟัน ( maxillae ) 1 คู่ hypopharynx 1 ชิ้น ทีริมฝีปากล่าง ( labium ) 1 ชิ้นอกแบ่งเป็น 3 ปล้องแต่ละปล้องมีขา 1คู่ ( น้อยชนิดที่ไม่มีขา ) อาจไม่มีปีกหรือมี 1-2 คู่ ตั้งอยู่บนอกปล้องที่ 2 และ 3 ตามลำดับ ส่วนท้องมีทางเปิดของอวัยวะเพศ ไม่มีอวัยวะที่ใช้ในการเคลื่อนที่อยู่บนส่วนท้องของตัวเต็มตัววัย ( ยกเว้นแมลงโบราณบางชนิด ) ระยางค์ที่ส่วนท้องถ้ามีจะอยู่บริเวณตอนปลายท้อง ได้แก่ แพนหาง ( cerci ) 1 คู่epiproct 1 ชิ้น และ paraproct 1คู่



База данных защищена авторским правом ©shkola.of.by 2016
звярнуцца да адміністрацыі

    Галоўная старонка