Email address




Дата канвертавання24.04.2016
Памер296.5 Kb.



รายงานวิจัย

การศึกษากระจุกดาวทรงกลมจากฐานข้อมูลเมสสิเยร์
ในหลายช่วงคลื่น
โดย

..ไกรวิน นรรัตน์ ชั้น ม.1

..ไกรวิชญ์ นรรัตน์ ชั้น ม.1

โรงเรียนพิริยาลัยจังหวัดแพร่
สนับสนุนโดย

ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
เมษายน 2550


บทคัดย่อ



ชื่องานวิจัย: การศึกษากระจุกดาวทรงกลมจากฐานข้อมูลเมสสิเยร์ในหลายช่วงคลื่น

ชื่อนักวิจัย: ด.ช.ไกรวิน นรรัตน์ ชั้น ม.1

ด.ช.ไกรวิชญ์ นรรัตน์ ชั้น ม.1

โรงเรียนพิริยาลัยจังหวัดแพร่

Email address: win0808@hotmail.com

speedy_nz@hotmail.com



ระยะเวลาโครงการ: 1 - 30 เมษายน 2550
ฐานข้อมูลเมสสิเยร์ มีกระจุกดาวทั้งหมด 55 กระจุก จำแนกเป็นกระจุกดาวทรงกลม 29 กระจุก และ กระจุกดาวเปิด 26 กระจุก จากการศึกษากระจุกดาวทรงกลมในฐานข้อมูลเมสสิเยร์ ได้เลือก M15 และ M30 เป็นตัวแทนในการศึกษาครั้งนี้ โดยนำภาพ M15 และ M30 ในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นได้จากกล้องโทรทรรศน์ ROTSE มาปรับให้เป็นภาพสีเทียม พบว่านิวเคลียสของ M15 มีประชากรดาวอยู่หนาแน่นมากกว่านิวเคลียสของ M30 แต่เฮโลของ M30 มีประชากรดาวอยู่หนาแน่นมากกว่าเฮโลของ M15 จากการศึกษากระจุกดาวทรงกลมในช่วงคลื่นต่างๆ โดยเลือก M13 เป็นตัวแทนในการศึกษาพบว่า ประชากรดาวของ M13 ส่วนใหญ่เป็นดาวสีแดงมีอุณหภูมิต่ำ ไม่มีเนบิวลา แผ่แสงที่ตาเห็นและรังสีอินฟราเรดใกล้

คำหลัก:
กระจุกดาวทรงกลม (Globular Cluster)

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Wave)

ช่วงคลื่นต่างๆ (Multiwavelength)

สีเทียม (False Color)


การศึกษากระจุกดาวทรงกลมจากฐานข้อมูลเมสสิเยร์ในหลายช่วงคลื่น


  1. บทนำ

ในปี พ.ศ. 2301 Charles Messier นักดาราศาสตร์และนักล่าดาวหางชาวฝรั่งเศส ได้พบวัตถุที่ไม่ใช่ดาว (Non Stellar Objects ) คล้ายดาวหางแต่ไม่เคลื่อนที่ แต่เพราะกล้องโทรทรรศน์ในสมัยนั้นยังมีคุณภาพไม่ดี จึงไม่สามารถศึกษาวัตถุที่ไม่ใช่ดาวบนท้องฟ้าเหล่านั้นได้ ในระยะแรกๆ ได้ค้นพบวัตถุเหล่านั้นประมาณ 45 วัตถุ ต่อมาค้นพบเพิ่มเป็น 103 วัตถุ ภายหลังค้นพบอีก 7 วัตถุรวมเป็น 110 วัตถุ และได้ตั้งชื่อวัตถุเหล่านั้นว่า “Messier Objects’’ โดยภายหลังได้แยกประเภทเป็น 9 ประเภทได้แก่ ซากซูเปอร์โนวา เนบิวลาดาวเคราะห์ เนบิวลาสว่าง กระจุกดาวเปิด กระจุกดาวทรงกลม ดาราจักรกังหัน ดาราจักรทรงรี ดาวคู่ และวัตถุไร้จำพวก ในการศึกษาครั้งนี้จะศึกษาเฉพาะกระจุกดาวทรงกลม โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ ROTSE 3c ที่ประเทศนามิเบีย ภาพมีขนาดเชิงมุม 1.85 x 1.85 องศา และศึกษากระจุกดาวทรงกลมในหลายช่วงคลื่น ได้แก่ รังสีเอ็กซ์จากดาวเทียม ROSAT รังสีอัลตราไวโอเล็ตจากกล้องโทรทรรศน์ FOCA ช่วงคลื่นที่ตามองเห็นจากฐานข้อมูล DSS ช่วงคลื่นอินฟราเรดกล้องโทรทรรศน์ 2MASS และดาวเทียม IRAS และช่วงคลื่นวิทยุจาก NVSS
2. กระจุกดาวทรงกลมจากฐานข้อมูลเมสสิเยร์

กระจุกดาว (Star Cluster) คือหมู่ดาวจำนวนมากที่มารวมอยู่ใกล้ๆ กันเป็นกระจุก มีแรงดึงดูดระหว่างกันมากกว่าดาวดวงอื่นทั่วไป ที่ไม่รวมกันเป็นกระจุก ดาวที่รวมกันเป็นกระจุกนั้นมีตั้งแต่เพียงไม่กี่ดวงจนถึงหลายพัน หลายหมื่นดวง อยู่เป็นชุมนุมหรือสมาคมดาว แรงโน้มถ่วงระหว่างดาวในกระจุกขนาดใหญ่มีมากพอที่จะดึงดูดดาวทั้งหมดในกระจุกให้อยู่รวมกันค่อนข้างถาวรได้ ส่วนดาวในกระจุกดาวขนาดเล็กมีแรงดึงดูดระหว่างกันน้อย ดาวแต่ละดวงอาจกระจายห่างกันออกไปทีละน้อยๆ ได้ กระจุกดาวสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ กระจุกดาวทรงกลม และกระจุกดาวเปิด

กระจุกดาวทรงกลม (Globular Cluster) คือ ดาวฤกษ์ที่อยู่รวมกันได้ด้วยแรงโน้มถ่วง การชนกันของดาราจักรอาจทำให้เกิดกระจุกดาวใหม่ได้เช่นกัน ในกระจุกดาวมีดาวจำนวนตั้งแต่ 10,000 - 1,000,000 ดวง รวมตัวกันเป็นก้อนทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 10 - 200 ปีแสง มีประมาณ 180 - 200 กระจุกดาว โดยกระจุกดาวเหล่านี้โคจรรอบส่วนโป่งของดาราจักร (Galaxy) เรียกว่า เฮโล (Halo) ดังภาพที่ 1


ภาพที่ 1 กระจุกดาวทรงกลมกระจายรอบๆ ดาราจักรกังหันในทรงกลมใหญ่ที่เรียกว่าเฮโล

(ที่มา: www.nrru.ac.th/knowledge/darasart004.asp)

การโคจรของดาวรอบศูนย์กลางของดาราจักร อาจทำให้ดาวบางดวงหลุดออกไปจากกระจุกดาว จึงมีผลต่อความหนาแน่นของกระจุกดาวด้วย ภายในกระจุกดาวทรงกลมมีดาวแปรแสงแบบ RR Lyrae อยู่เป็นจำนวนมาก แต่มีจำนวนหนาแน่นไม่เท่ากันในแต่ละกระจุก กระจุกดาวทรงกลมส่วนใหญ่มีรูปร่างคล้ายกัน แต่จะมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป ดาวในกระจุกดาวทรงกลมมีแรงยึดกันไว้ห่างๆ ด้วยแรงโน้มถ่วงจึงทำให้มีรูปร่างสมมาตร ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณเฮโล ขอบบน และขอบล่างของดาราจักร แต่กระจุกดาวทรงกลมที่อยู่ภายในดาราจักรมักจะถูกฝุ่น เมฆ และก๊าซ ที่มีความหนาแน่นสูงบดบังไว้ รายละเอียดของกระจุกดาวทรงกลมทั้ง 29 กระจุกมีดังนี้



ภาพที่ 2 M2 ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

M2 (NGC7089) ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

มีความสว่างปรากฏ 6.5 ขนาด 16 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 37,500 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 21h 33.5m และ Dec -00o 49’ เส้นผ่านศูนย์กลาง 175 ปีแสง อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ ค้นพบโดย Maraldi ในปี พ.ศ.2289 M2 อยู่ในเฮโลของดาราจักร และกำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้โลกด้วยความเร็วต่ำประมาณ 5.3 กิโลเมตรต่อวินาที





ภาพที่ 3 M3 ในกลุ่มดาวสุนัขล่าเนื้อ

M3 (NGC5272) ในกลุ่มดาวสุนัขล่าเนื้อ

มีความสว่างปรากฏ 6.2 ความสว่างสัมบูรณ์ -8.93 ขนาด 18 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 33,900 ปีแสง เส้นผ่านศูนย์กลาง 200 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 13h 42.2m และ Dec +28o 23’ อยู่ในกลุ่มดาวสุนัขล่าเนื้อ ค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2307 M3 ไม่ได้อยู่ในดาราจักรทางช้างเผือกของเรา มองเห็นได้ง่ายด้วยกล้องเล็ก





ภาพที่ 4 M4 ในกลุ่มดาวแมงป่อง

M4 (NGC6121) ในกลุ่มดาวแมงป่อง

มีความสว่างปรากฏ 5.9 ขนาด 36 อาร์คนาที หรือเท่ากับดวงจันทร์เต็มดวง มีระยะห่างจากโลกประมาณ 7,200 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 16h 23.6m และ Dec -26o 32’ อยู่ในกลุ่มดาวแมงป่อง ถูกค้นพบโดย Philippe Loys de Chéseauxในปี พ.ศ. 2288 ถูกบันทึกในฐานข้อมูลเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2307









ภาพที่ 5 M5 ในกลุ่มดาวคนแบกงู

M5 (NGC 5904) ในกลุ่มดาวคนแบกงู

มีความสว่างปรากฏ 5.8 ขนาด 23 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 24,500 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 15h 18.6m และ Dec +02o 05’ อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู เส้นผ่านศูนย์กลาง 165 ปีแสง ดาวบางดวงหลุดออกจากกระจุกดาวด้วยแรงไทดอล และเคลื่อนที่เข้าหาโลกด้วยความเร็ว 52 กิโลเมตรต่อวินาที ถูกค้นพบโดย Gottfried Kirch ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2245







ภาพที่ 6 M9 ในกลุ่มดาวคนแบกงู

M9 (NGC 6333) ในกลุ่มดาวคนแบกงู

มีความสว่างปรากฏ 7.7 ขนาด 12.0 อาร์คนาที ระยะห่างจากโลกประมาณ 25,800 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 17h 19.02m และ Dec -18o 31’ อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู กำลังเคลื่อนที่ออกจากดาราจักรทางช้างเผือกของเราด้วยความเร็วสูง 224 กิโลเมตรต่อวินาที บริเวณแกนกลางมีความหนาแน่นมาก เส้นผ่านศูนย์กลาง 90 ปีแสง ค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2307






ภาพที่ 7 M10 ในกลุ่มดาวคนแบกงู

M10 (NGC 6254) ในกลุ่มดาวคนแบกงู

มีความสว่างปรากฏ 6.6 ขนาด 20 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 14,300 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 16h 51.1m และ Dec -04o 06’ อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู เส้นผ่านศูนย์กลาง 35 ปีแสง เคลื่อนที่ออกห่างจากดาราจักรทางช้างเผือกด้วยความเร็ว 63 กิโลเมตรต่อวินาที ศูนย์กลางของกระจุกดาวมีขนาดใหญ่เป็นครึ่งหนึ่งของขนาดกระจุกดาวทั้งหมด ถูกค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2307






ภาพที่ 8 M12 ในกลุ่มดาวคนแบกงู

M12 (NGC 6218) ในกลุ่มดาวคนแบกงู

มีความสว่างปรากฏ 6.6 ขนาด 16 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 16,000 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 16h 47.2m และ Dec -01o 57’ อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู กระจุกดาวเส้นผ่านศูนย์กลาง 75 ปีแสง เข้าใกล้ดาราจักรทางช้างเผือกด้วยความเร็ว 16 กิโลเมตรต่อวินาที ถูกค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2307






ภาพที่ 9 M13 ในกลุ่มดาวเฮอร์คิวลิส

M13 (NGC 6205) ในกลุ่มดาวเฮอร์คิวลิส

มีความสว่างปรากฏ 5.9 มีขนาด 20.0 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 25,100 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 16h:41.7m และ Dec +36o 28’ อยู่ในกลุ่มดาวเฮอร์คิวลิส เป็นกระจุกดาวที่โดดเด่นในซีกฟ้าเหนือ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ถูกบันทึกใน Catalog ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2257 มีการบันทึกไว้ว่าสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในคืนเดือนมืด ถูกค้นพบโดย Edmond Halley ในปี พ.ศ. 2257






ภาพที่ 10 M14 ในกลุ่มดาวคนแบกงู

M14 (NGC 6402) ในกลุ่มดาวคนแบกงู

มีความสว่างปรากฏ 7.6 ความสว่างสัมบูรณ์ -9.12 ขนาด 11 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 30,300 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 37h 37.6m และ Dec -03o 15’ อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู เส้นผ่านศูนย์กลาง 100 ปีแสง ถูกค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2307 และถูกบันทึกลงใน Catalog ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2307





ภาพที่ 11 M15 ในกลุ่มดาวคนแบกงู

M15 (NGC 7078) ในกลุ่มดาวคนแบกงู

มีความสว่างปรากฏ 6.4 ขนาด 18 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 33,600 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 21h 30.0m และ Dec +12o 10’ อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู มีความหนาแน่นมากที่สุดในกระจุกดาวทรงกลมทั้งหมด เข้าใกล้ดาราจักรทางช้างเผือกด้วยความเร็ว 107 กิโลเมตรต่อวินาที ใจกลางมีหลุมดำ ถูกค้นพบโดย Jean-Dominique Maraldi ในปี พ.ศ. 2289 และถูกบันทึกลงใน catalog ในวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2307






ภาพที่ 12 M19 ในกลุ่มดาวคนแบกงู

M19 (NGC 6273) ในกลุ่มดาวคนแบกงู

มีความสว่างปรากฏ 7.2 ขนาด 17 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 28,000 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 17h 02.6m และ Dec -26o 16’ อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู เคลื่อนที่ออกห่างจากดาราจักรทางช้างเผือกด้วยความเร็ว 146 กิโลเมตรต่อวินาที เส้นผ่านศูนย์กลาง 110 ปีแสง ถูกค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2307







ภาพที่ 13 M22 ในกลุ่มดาวเคนยิงธนู

M22 (NGC 6656) ในกลุ่มดาวคนยิงธนู

มีความสว่างปรากฏ 5.1 ขนาด 32 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 10,400 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 18h 36.4m และ Dec -23o 54’ อยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู เป็นวัตถุที่น่าสังเกต มีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เคลื่อนที่ออกห่างจากดาราจักรทางช้างเผือกด้วยความเร็ว 149 กิโลเมตรต่อวินาที เส้นผ่านศูนย์กลาง 97 ปีแสง ถูกค้นพบโดย Abraham Ihle ในปี พ.ศ. 2208





ภาพที่ 14 M28 ในกลุ่มดาวคนยิงธนู

M28 (NGC 6626) ในกลุ่มดาวคนยิงธนู

มีความสว่างปรากฏ 6.9 ขนาด 11.2 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 18,300 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 18h 24.5m และ Dec -24o 52’ อยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู เส้นผ่านศูนย์กลาง 60


ปีแสง มีดาวแปรแสงแบบ RR Lyrae อยู่ประมาณ 18 ดวง ถูกค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2307



ภาพที่ 15 M30 ในกลุ่มดาวแพะทะเล

M30 (NGC 7099) ในกลุ่มดาวแพะทะเล

มีความสว่างปรากฏ 6.9 ขนาด 12.0 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 26,100 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 21h 40.04m และ Dec -23o 11’ อยู่ในกลุ่มดาวแพะทะเล แกนกลางหนาแน่น เส้นผ่านศูนย์กลาง 90 ปีแสง ดาวที่สว่างที่สุดของ M30 สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาด 4 นิ้ว ถูกค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2307







ภาพที่ 16 M53 ในกลุ่มดาวเส้นผมของ

เบอร์เรนิส



M53 (NGC 5024) ในกลุ่มดาวเส้นผมของเบอร์เรนิส

มีความสว่างปรากฏ 7.7 ขนาด 13.0 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 58,000 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 13h 12.09m และ Dec +18o 10’ อยู่ในกลุ่มดาวเส้นผมของเบอร์เรนิส เคลื่อนที่เข้าใกล้ดาราจักรทางช้างเผือกด้วยความเร็ว 112 กิโลเมตรต่อวินาที แกนกลางหนาแน่นและสว่าง เส้นผ่านศูนย์กลาง 220


ปีแสง ถูกค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2318




ภาพที่ 17 M54 ในกลุ่มดาวเคนยิงธนู

M54 (NGC 6715) ในกลุ่มดาวคนยิงธนู

มีความสว่างปรากฏ 7.6 ขนาด 12.0 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 87,400 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 18h 55.1m และ Dec -30o 29’ อยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู เคลื่อนที่ออกห่างจากเราด้วยความเร็ว 142 กิโลเมตรต่อวินาที มีดาวแปรแสงชนิด RR Lyrae 55 ดวง M54 อยู่นอกดาราจักรของเรา เส้นผ่านศูนย์กลาง 300 ปีแสง ถูกค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2321






ภาพที่ 18 M55 ในกลุ่มดาวคนยิงธนู

M55 (NGC 6809) ในกลุ่มดาวคนยิงธนู

มีความสว่างปรากฏ 6.3 ขนาด 19.0 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 17,300 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 19h 40.0m และ Dec -30o 58’ อยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู เส้นผ่านศูนย์กลาง 100 ปีแสง ถูกค้นพบโดย Abbe Nicholas Louis de la Caille ในปี พ.ศ. 2295





ภาพที่ 19 M56 ในกลุ่มดาวพิณ

M56 (NGC 6809) ในกลุ่มดาวพิณ

มีความสว่างปรากฏ 8.3 ขนาด 19.0 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 32,900 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 19h 16.6m และ Dec +30o 11’ อยู่ในกลุ่มดาวพิณ ถูกค้นพบโดย Charles Messier ในวันที่ 23 มกราคม ปี พ.ศ. 2322






ภาพที่ 20 M62 กลุ่มดาวคนแบกงู

M62 (NGC 6266) ในกลุ่มดาวคนแบกงู

มีความสว่างปรากฏ 6.6 ขนาด 15.0 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 22,500 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 17h 01.2m และ Dec -30o 07’ อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 ปีแสง ลักษณะคล้าย M19 ถูกค้นพบโดย Charles Messier ใน ปี พ.ศ. 2314






























ภาพที่ 21 M68 ในกลุ่มดาวงูแม่น้ำ

M68 (NGC 4590) ในกลุ่มดาวงูแม่น้ำ

มีความสว่างปรากฏ 7.8 ขนาด 11.0 อาร์คนาที ครั้งแรกวัดระยะทางได้ 55,000 ปีแสง ต่อมาวัดได้ 39,000 ปีแสง แต่ภายหลังวัดได้ระยะห่างจากโลกประมาณ 33,300 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 12h 39.5m และ Dec -26o 45’ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 106 ปีแสงและมีดาวแปรแสงแบบ RR Lyrae อยู่ในกลุ่มดาวงูแม่น้ำ ถูกค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2323






ภาพที่ 22 M69 ในกลุ่มดาวคนแบกงู

M69 (NGC 6637) ในกลุ่มดาวคนแบกงู

มีความสว่างปรากฏ 7.6 ขนาด 9.8 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 29,700 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 18h 31.4m และ Dec -32o 21’ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 72 ปีแสง และมีดาวแปรแสงแบบ Mira-type ซึ่งมีคาบการแปรแสงประมาณ 200 วัน อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู ถูกค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2323






ภาพที่ 23 M70 ในกลุ่มดาวคนแบกงู

M70 (NGC 6681) ในกลุ่มดาวคนแบกงู

มีความสว่างปรากฏ 7.9 ขนาด 8.0 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 29,300 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 18h 43.2m และ Dec -32o 18’ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 68 ปีแสง ที่ศูนย์กลางของกระจุกดาวมีความหนาแน่นมาก อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู ถูกค้นพบโดย Charles Messier ใน ปี พ.ศ. 2323





ภาพที่ 24 M71 ในกลุ่มดาวลูกศร

M71 (NGC 6838) ในกลุ่มดาวลูกศร

มีความสว่างปรากฏ 8.2 ขนาด 7.2 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 29,300 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 19h 53.8m และ Dec +18o 47’ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 90 ปีแสง ในตอนแรกพบว่าโคจรเข้าหาโลกด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อวินาที ต่อมาได้ศึกษาความเร็วในการโคจรอีกครั้งพบว่า โคจรเข้าหาโลกด้วยความเร็ว 23 กิโลเมตรต่อวินาที อยู่ในกลุ่มดาวลูกศร ในกระจุกดาวนี้มีดาวแปรแสงแบบ RR Lyrae อยู่จำนวนน้อย ถูกค้นพบโดย Philippe Loys de Chéseaux ใน ปี พ.ศ. 2288 - 2289








ภาพที่ 25 M72 ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

M72 (NGC 6981) ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

มีความสว่างปรากฏ 9.3 ขนาด 6.6 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 55,400 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 20h 53.5m และ Dec -12o 32’ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 106 ปีแสง โคจรเข้าใกล้โลกอย่างรวดเร็วประมาณ 255 กิโลเมตรต่อวินาที มีดาวแปรแสงแบบ RR Lyrae ประมาณ 42 ดวง อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ ถูกค้นพบโดย Pierre Méchain ใน ปี พ.ศ. 2323







ภาพที่ 26 M75 ในกลุ่มดาวคนยิงธนู

M75 (NGC 6864) ในกลุ่มดาวคนยิงธนู

มีความสว่างปรากฏ 8.5 ขนาด 6.8 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 67,500 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 20h 06.1m และ Dec -21o 55’เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 130 ปีแสง มีดาวแปรแสงแบบ RR Lyrae อยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู ถูกค้นพบโดย Pierre Méchain ใน ปี พ.ศ. 2323





ภาพที่ 27 M79 ในกลุ่มดาวคนยิงธนู

M79 (NGC 1904) ในกลุ่มดาวคนยิงธนู

มีความสว่างปรากฏ 7.7 ขนาด 9.6 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 42,100 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 05h 24.5m และ Dec -24o 33’ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 118 ปีแสง มีดาวแปรแสงแบบ RR Lyrae อยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู ถูกค้นพบโดย Pierre Méchain ในวันที่ 26 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2323






ภาพที่ 28 M80 ในกลุ่มดาวแมงป่อง

M80 (NGC 6093) ในกลุ่มดาวแมงป่อง

มีความสว่างปรากฏ 7.3 ขนาด 10.0 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 32,600 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 16h 17.0m และ Dec -22o 59’ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 95 ปีแสง มีดาวอยู่ประมาณ 100,000 ดวง ส่วนมากเป็นดาวสีน้ำเงิน อยู่ในกลุ่มดาวแมงป่อง ถูกค้นพบโดย Charles Messier ในปี พ.ศ. 2324










ภาพที่ 29 M92 ในกลุ่มดาวเฮอร์คิวลิส

M92 (NGC 6341) ในกลุ่มดาวเฮอร์คิวลิส

มีความสว่างปรากฏ 6.4 ขนาด 14.0 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 32,600 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 17h 17.1m และ Dec +43o 08’ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 109 ปีแสง มีดาวแปรแสงแบบ RR Lyrae อยู่ในกลุ่มดาวเฮอร์คิวลิส ถูกค้นพบโดย Johann Elert Bode ในวันที่ 27 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2320






ภาพที่ 30 M107 ในกลุ่มดาวคนแบกงู

M107 (NGC 6171) ในกลุ่มดาวคนแบกงู

มีความสว่างปรากฏ 7.9 ขนาด 13.0 อาร์คนาที มีระยะห่างจากโลกประมาณ 20,900 ปีแสง อยู่ที่พิกัด RA 16h 32.5m และ


Dec -13o 03' อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู เข้าใกล้โลกด้วยความเร็ว 147 กิโลเมตรต่อวินาที เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 65 ปีแสง Pierre Mechain ใน ปี พ.ศ. 2325





  1. การวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายจากกล้อง ROTSE 3C

ข้อมูลภาพจากกล้อง ROTSE อาจมองเห็นภาพไม่ชัดเจน ดังนั้นจึงต้องนำภาพขาวดำ (True Color) ดังภาพ ก มาปรับสีและสเกลต่างๆ เพื่อทำให้ภาพชัดเจน และเห็นรายละเอียดมากขึ้น โดยได้เลือก M15 และ M30 มาปรับสเกลแบบ linear 99% ขนาดของภาพ 1.85 x 1.85 องศา มาปรับสีเทียมดังนี้ ภาพชุด ข เป็นภาพที่ปรับแต่งสีเทียมแบบ Color i8 ภาพชุด ค เป็นภาพที่ปรับแต่งสีเทียมแบบ Color aips0

เมื่อเปรียบเทียบภาพทั้ง 2 ชุด ของ M15 และM30 จะไม่เห็นความแตกต่างในภาพชุด ก เนื่องจากเป็นภาพขาวดำทำให้เห็นรายละเอียดไม่ชัดเจน แต่เมื่อศึกษาในภาพชุด ข และ ค ของ M15 และ M30 จะเห็นความแตกต่างของสี บริเวณศูนย์กลางของกระจุกดาวทรงกลม (สีขาว) ภาพที่ 31 ก และ ข ของ M15 จะมีขนาดใหญ่กว่า ภาพที่ 32 ก และ ข ของ M30 จากข้อมูลข้างต้นทำให้เราทราบว่าศูนย์กลางกระจุกดาวทรงกลม M15 มีความหนาแน่นมากกว่าศูนย์กลางกระจุกดาวทรงกลม M30 แต่หากพิจารณาบริเวณเฮโลทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ภาพ M30 มีขนาดใหญ่กว่าภาพ M15 จะเห็นได้ว่า ประชากรดาวของ M15 รวมกันหนาแน่นอยู่ตรงนิวเคลียส แต่ประชากรดาว M30 กระจายอยู่ตามเฮโล



ภาพที่ 31 ก M15 (True Color )

ภาพที่ 31 ข M15 (Color i8)

ภาพที่ 31 ค M15 (Color aips0)











ภาพที่ 32 ก M30 (True Color )

ภาพที่ 32 ข M30 (Color i8)

ภาพที่ 32 ค M30 (Color aips0)



  1. การศึกษาข้อมูลภาพถ่ายด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในหลายช่วงคลื่น

แสงในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นมีความยาวคลื่นระหว่าง 400 - 700 นาโนเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดต่างๆ เรียกว่า สเปกตรัม โดยมีความถี่ และความยาวคลื่นที่แตกต่างกัน โดยสามารถเรียงจากความยาวคลื่นสั้นไปหายาว ได้แก่ รังสีแกมมา รังสีเอ็กซ์ รังสี
อัลตราไวโอเล็ต คลื่นแสงที่ตามองเห็น รังสีอินฟราเรด และคลื่นวิทยุ ดังภาพที่ 33


ภาพที่ 33 สเปคตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (ที่มา: www.lesaproject.com)
รังสีคลื่นสั้นกำเนิดจากวัตถุอุณหภูมิสูง ส่วนคลื่นยาวกำเนิดจากวัตถุอุณหภูมิต่ำ ตามกฎของเวน
max = 0.0029 T ดังนั้นการศึกษาเทห์วัตถุด้วยช่วงคลื่นต่างๆ จึงช่วยให้เราทราบถึง วัตถุองค์ประกอบภายในตามที่แสดงไว้ในตารางที่ 1 เช่น เนบิวลาที่แผ่ทั้งรังสีอัลตราไวโอเล็ตและรังสีอินฟราเรด อาจจะห่อหุ้มด้วยก๊าซและสสารที่มีอุณหภูมิต่ำแผ่รังสีอินฟราเรด แต่ภายในมีดาวเกิดใหม่ซ่อนอยู่จึงแผ่รังสีอัลตราไวโอเล็ตออกมา
ตารางที่ 1 วัตถุที่มีการแผ่รังสีในแต่ละช่วงคลื่น

ช่วงคลื่น

ความยาวคลื่น

อุณหภูมิของวัตถุ

วัตถุที่แผ่รังสี

รังสีแกมมา

0.01 nm

> 108 K

  • สสารระหว่างดาวที่นิวเคลียสของไฮโดรเจถูกชนด้วยรังสีคอสมิก

  • จานรอบมวลรอบหลุมดำ

  • พัลซาร์ หรือดาวนิวตรอน

รังสีเอ็กซ์

0.01 - 1 nm

106-108 K

  • ก๊าซร้อน

  • ก๊าซในกระจุกดาว

  • ดาวนิวตรอน

  • ซากซูเปอร์โนวา

รังสีอัลตราไวโอเลต

400 – 700 nm

104-106 K

  • ซากซูเปอร์โนวา

  • ดาวที่มีอุณหภูมิสูงมาก

  • ควอซาร์

แสงในช่วงที่ตามองเห็น

700 nm – 1 mm

103-104 K

  • ดาวเคราะห์

  • ดาวฤกษ์

  • ดาราจักร

  • เนบิวลา

รังสีอินฟราเรด

700 nm – 1 mm

10-103 K

  • ดาวที่อุณหภูมิต่ำ

  • บริเวณที่เนบิวลารวมตัว

  • สสารระหว่างดาวที่อุณหภูมิไม่สูงนัก

  • ดาวหางและดาวเคราะห์น้อย

คลื่นวิทยุ

> 1 mm

< 10 K

  • การแผ่รังสีคอสมิกพื้นหลัง

  • การกระเจิงของอิเล็กตรอนอิสระในพลาสมาระหว่างดาว

  • สสารระหว่างดาวที่เย็นตัว

  • บริเวณรอบๆ ดาวนิวตรอน และดาวแคระขาว

  • ซากซูเปอร์โนวา

  • บริเวณที่หนาแน่นของสสารระหว่างดาราจักร

  • เมฆโมเลกุลที่เย็นตัว

  • การแผ่ซินโครตรอน (อิเล็กตรอนพลังงานสูงเคลื่อนที่หมุนวนเร็วในสนามแม่เหล็ก)

การศึกษาวัตถุในหลายช่วงคลื่น ในงานวิจัยนี้ได้เลือกกระจุกดาวทรงกลม M13 ในกลุ่มดาวเฮอร์คิวลิสเป็นตัวอย่างในการศึกษาเนื่องจากเป็นกระจุกดาวที่มีขนาดใหญ่ สังเกตเห็นได้ชัดเจน และมีข้อมูลในช่วงคลื่นต่างๆ มากเพียงพอ โดยการวิเคราะห์ภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ต่างๆ ดังนี้



  • ภาพถ่ายในช่วงรังสีเอ็กซ์จากดาวเทียม Roentgen Satellite (ROSAT)

  • ภาพถ่ายในช่วงรังสีอัลตราไวโอเล็ตจาก Federal Office of Civil Aviation (FOCA)

  • ภาพถ่ายในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นจากฐานข้อมูล Digitized Sky Survey

  • ภาพถ่ายในช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้จากกล้องโทรทรรศน์ Two Micron Sky Survey (2MASS) และช่วงคลื่นอินฟราเรดไกลจากดาวเทียม Infrared Astronomical Satellite (IRAS)

  • ภาพถ่ายจากช่วงคลื่นวิทยุจากกล้องโทรทรรศน์ Very Large Array (VLA)






ภาพที่ 34 X-ray (ROSAT)



ภาพที่ 34 Ultraviolet (FOCA)



ภาพที่ 34 Visible (DSS)



ภาพที่ 34 Near-IR (2MASS)



ภาพที่ 34 Far-IR (IRAS)





ภาพที่ 34 Radio (NVSS)

ภาพในช่วงรังสีเอ็กซ์ (ภาพที่ 34 ก) ทำให้เราทราบว่ามีก๊าซร้อนอยู่บางส่วน ภาพในช่วงรังสีอัลตราไวโอเล็ต (ภาพที่ 34 ข) ทำให้ทราบว่าดาวในกระจุกดาว M13 บางดวงเป็นดาวสเปคตรัม B ซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 10,000 K จึงสามารถแผ่รังสีอัลตราไวโอเล็ตออกมาได้ สอดคล้องกับข้อมูลดาวซีกซ้ายบนของแผนภาพ H-R (Burnham, 1978) ในภาพที่ 35 ภาพจากช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้ (ภาพที่ 34 ง) พบว่ากระจุกดาวมีความสว่างมากกว่าในช่วงคลื่นอัลตราไวโอเล็ตและแสงที่ตามองเห็น แสดงว่าประชากรดาวส่วนใหญ่เป็นดาวสีแดง สเปคตรัม K และ M มีอุณหภูมิต่ำ สอดคล้องกับข้อมูลดาวส่วนใหญ่ทางซีกขวาของแผนภาพ H-R (Burnham, 1978) ในภาพที่ 35 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประชากรส่วนใหญ่เป็นดาวยักษ์แดง (ภาพที่ 34 ค) จากภาพคลื่นอินฟราเรดใกล้ (ภาพที่ 34 ง) ทำให้ทราบว่าประชากรดาว M13 มีอายุมาก ภาพจากช่วงคลื่นอินฟราเรดไกล (ภาพที่ 34 จ) มืดมาก เนื่องจากตามปกติช่วงคลื่นนี้จะแผ่ออกมาจากวัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำมาก จึงเป็นไปได้ว่า M13 ไม่มีดาวเกิดใหม่ซึ่งมีฝุ่นก๊าซห่อหุ้มอยู่เลย ภาพจากช่วงคลื่นวิทยุ (ภาพที่ 34 ฉ) ทำให้ทราบว่า มีการแผ่ซินโครตรอนซึ่งเกิดจากอิเล็กตรอนเคลื่อนที่หมุนวนอย่างรวดเร็วในสนามแม่เหล็ก

การพิจารณาหลักฐานในช่วงคลื่นอัลตราไวโอเล็ตถึงอินฟราเรด แสดงให้เห็นว่า M13 เป็นกระจุกดาวเก่าแก่ประกอบด้วย ดาวยักษ์แดงจำนวนมาก และไม่มีเนบิวลา ข้อมูลจากรังสีเอ็กซ์และคลื่นวิทยุแสดงความขัดแย้ง เนื่องจากแสดงการแผ่ซินโครตรอน ซึ่งมักจะเกิดจากแหล่งพลังงานสูงเท่านั้น จึงเป็นไปได้ว่า แหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์และคลื่นวิทยุ อาจจะอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลัง M13 ในลักษณะภาพซ้อน




ภาพที่ 35 แผนภาพ H-R ของประชากรดาวใน M13 (Burnham, 1978)


  1. สรุป

ฐานข้อมูล Messier มีกระจุกดาวทั้งหมด 55 กระจุก จำแนกเป็นกระจุกดาวเปิด 26 กระจุก และกระจุกดาวทรงกลม 29 กระจุก ในงานวิจัยนี้ได้เลือก M15 และ M30 เป็นตัวแทนในการศึกษา โดยนำภาพในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นจากกล้องโทรทรรศน์ ROTSE มาปรับแต่งสีเทียม เพื่อเปรียบเทียบความหนาแน่นบริเวณศูนย์กลางของ M15 และ M30 จะพบว่านิวเคลียสของ M15 มีประชากรดาวอยู่หนาแน่นมากกว่านิวเคลียสของ M30 แต่เฮโลของ M30 มีประชากรดาวอยู่หนาแน่นมากกว่าเฮโลของ M15 จากการศึกษากระจุกดาวทรงกลมในช่วงคลื่นต่างๆ โดยได้เลือก M13 เป็นตัวแทนในการศึกษา ทำให้พบว่า ประชากรดาวของ M13 ส่วนใหญ่เป็นดาวสีแดงมีอุณหภูมิต่ำ ไม่มีเนบิวลา แผ่แสงที่ตาเห็นและรังสีอินฟราเรดใกล้

เอกสารอ้างอิง

วิภู รุโจปการ 2549, คู่มือปฏิบัติการดาราศาสตร์ฟิสิกส์, ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์, www.lesaproject.com, กทม.

ระวิ สงวนทรัพย์ 2537, ปริทรรศน์แห่งเอกภพ, โอเดียนสโตร์, กทม.

Frommert, Kronberg 2006, SEDS Messier Database, Student for the Exploration and Development of Space (SEDS), http://seds.org/messier/

Michelle Taller, Mutiwavelength Astronomy, National Aeronautics and Space Administration (NASA) http://coolcosmos.ipac.caltech.edu

Robert Burnham 1978, Burnham’s Celestial Handbook, Dover Publications, New York

Stephen E. Zepf, Keith M. Ashman, The Unexpected Youth of Globular Clusters, Scientific American, http://www.nrru.ac.th/knowledge/darasart004.asp
ภาคผนวก ก กล้องโทรทรรศน์ ROTSE

Robotic Optical Transient Search Experiment (ROTSE: อ่านว่า “ร็อทซี” แปลชื่อเป็นไทยได้คร่าวๆ คือโครงการกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติสำหรับค้นหาปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ระยะเวลาสั้นในช่วงคลื่นที่มองเห็นได้) ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติขนาด 0.45 เมตร อยู่ 4 กล้องใน 4 ทวีป คือ ในประเทศออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา นามิเบีย และตุรกี

จุดประสงค์หลักของกล้อง ROTSE คือใช้ติดตามสังเกตปรากฏการณ์การระเบิดรังสีแกมมา (Gamma-Ray Burst หรือเรียกสั้นๆ ว่า GRB) เพื่อตรวจหาภาพการระเบิดที่อาจจะเห็นในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นได้ (optical wavelength) GRB คือการระเบิดที่สว่างที่สุดที่เรารู้จักในจักรวาล มีความสว่างมากกว่าซูเปอร์โนวากว่า 1,000 เท่าในบางกรณี แม้ว่า GRB จะถูกค้นพบมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปีมาแล้ว แต่การศึกษาปรากฏการณ์ GRB นี้เพิ่งจะพัฒนาไปมากในทศวรรษ 1990 เป็นต้นมานี้เอง ทั้งนี้เนื่องจากบรรยากาศของโลกดูดกลืนรังสีแกมมา ทำให้การศึกษา GRB ทำได้โดยวิธีการส่งดาวเทียมไปศึกษาในอวกาศเท่านั้น ปัจจุบันมีดาวเทียม Swift ของสหรัฐอเมริกาเป็นดาวเทียมตรวจหา GRB ซึ่งเมื่อตรวจพบก็จะรายงานมายังเครือข่ายตรวจ GRB (GRB Coordinate Network หรือ GCN ของ NASA) ซึ่งจะส่งข้อมูลตำแหน่ง GRB มาให้กับ ROTSE ภายในไม่กี่วินาทีหลังการตรวจพบ หากกล้อง ROTSE กล้องใดอยู่ในด้านกลางคืน (ของโลก) และสามารถสังเกต GRB ที่เพิ่งค้นพบได้ กล้องก็จะหมุนไปสังเกตโดยอัตโนมัติเพื่อค้นหาว่า GRB ดวงนั้นๆ มีการเปล่งแสงในช่วงคลื่นที่มองเห็นได้ออกมาด้วยหรือไม่ ในขณะนี้นักดาราศาสตร์พบว่า GRB ประมาณครึ่งหนึ่งมีการเปล่งแสงดังกล่าว

ปรากฏการณ์ GRB เกิดขึ้นโดยเฉลี่ยเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเท่านั้น กล้อง ROTSE จึงมีเวลาว่างสำหรับใช้ถ่ายรูปวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ มาวิเคราะห์ โดยจะถ่ายภาพกราดไปตามแนวเส้นศูนย์สูตรฟ้า ซ้ำทุกๆ วัน ตามแต่ฤดูกาล สภาพท้องฟ้า และอากาศจะเอื้ออำนวย ซึ่งมีข้อดีคือเราจะสามารถค้นพบการเปลี่ยนแปลงหากมีวัตถุท้องฟ้าใหม่ปรากฏขึ้นในบริเวณนั้นๆ ได้

กล้อง ROTSE ทั้ง 4 กล้องเป็นกล้องแบบแคสิเกรน (Cassegrain) ขนาด 0.45 เมตร (18 นิ้ว) f/1.9 ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับกล้องดูดาวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในปัจจุบันที่หอดูดาวสิรินธร จ.เชียงใหม่ (ขนาด 20 นิ้ว) กล้อง ROTSE ติดตั้งอยู่ในหอดูดาวขนาดเล็กที่เปิดปิดเองอัตโนมัติ โดยมีคอมพิวเตอร์สั่งให้อุปกรณ์ CCD ถ่ายภาพโดยอัตโนมัติ ภาพจากกล้อง ROTSE แต่ละภาพมีขนาดเชิงมุม 1.85 x 1.85 องศา และสามารถบันทึกภาพดาวที่มีความสว่าง magnitude 18.5 ด้วยการเปิดหน้ากล้อง 1 นาทีภายใต้สภาพท้องฟ้าที่ดี




(จากซ้ายไปขวา) หอดูดาวกล้อง ROTSE-3a และจิงโจ้ที่มลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย, กล้อง ROTSE-3b ที่มลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา, กล้อง ROTSE-3c ประเทศนามิเบีย กล้อง ROTSE-3d ใกล้เมืองอันตาลย่า ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ประเทศตุรกี (ภาพโดย ROTSE Collaboration, www.rotse.net)

ภาคผนวก ข สเปคตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
รังสีแกมมา (Gramma-rays)

รังสีแกมมามีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้ามีความถี่สูงกว่ารังสีเอกซ์ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์และสามารถกระตุ้นปฏิกิริยานิวเคลียร์ได้ มีอำนาจทะลุทะลวงสูง วัตถุที่แผ่ Gramma raysในอวกาศได้แก่ สสารระหว่างดาวที่นิวเคลียสของไฮโดรเจถูกชนด้วยรังสีคอสมิกจานรอบมวลรอบหลุมดำ พัลซาร์หรือดาวนิวตรอน



รังสีเอ็กซ์ (X-rays)

รังสีเอกซ์ มีความถี่ช่วง 1016 - 1022 Hz มีความยาวคลื่นระหว่าง 10-8 - 10-13 เมตร ซึ่งสามารถทะลุสิ่งกีดขวางหนาๆได้วัตถุที่แผ่รังสี X-ray ในอวกาศได้แก่ก๊าซร้อน ก๊าซในกระจุกดาว ดาวนิวตรอนและซากซูเปอร์โนวา



รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet rays)

รังสีอัลตราไวโอเลต หรือ รังสีเหนือม่วง มีความถี่ช่วง 1015 - 1018 Hz เป็นรังสีตามธรรมชาติส่วนใหญ่มาจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์



แสง (Visible light)

แสงมีช่วงความถี่ 1014Hz หรือความยาวคลื่น 4x10-7 - 7x10-7 เมตร เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ประสาทตาของมนุษย์รับได้ สเปคตรัมของแสงสามารถแยก 7 สีได้แก่ สีม่วง สีคราม สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีแสด สีแดง


รังสีอินฟราเรด (Infrared rays)

รังสีอินฟราเรดมีช่วงความถี่ 1011 - 1014 Hz หรือความยาวคลื่นตั้งแต่ 10-3 - 106เมตรซึ่งมีช่วงความถี่คาบเกี่ยวกับไมโครเวฟ




คลื่นวิทยุ (Radio waves)

คลื่นวิทยุมีความถี่ช่วง 104 - 109 Hz (เฮิรตซ์) ใช้ในการสื่อสาร



(ที่มา: http://web.ku.ac.th)


База данных защищена авторским правом ©shkola.of.by 2016
звярнуцца да адміністрацыі

    Галоўная старонка